เขียนระบายความรู้สึกยังไงไม่ให้กลายเป็นด่าตัวเองซ้ำอีกรอบ

เขียนระบายในสมุดแล้วจบด้วยการด่าตัวเองทุกที ลองวิธีแยกเสียงวิจารณ์ออกจากความรู้สึกจริง พร้อมคำถามที่ใช้เขียนได้เลยวันนี้

ธนกร

นักเขียนเรื่องงานและชีวิตในเมือง

เขียนโดยทีมบรรณาธิการของ Sojiwa โดยมี AI ช่วย ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

เปิดสมุด ตั้งใจว่าจะเขียนระบายให้โล่ง แต่พออ่านกลับเจอแต่ประโยคที่เหมือนด่าตัวเอง ทั้งที่ตอนเขียนไม่ได้ตั้งใจจะดุอะไรเลย

เรื่องนี้เกิดจากสองอย่างที่ปนกันในหัวตลอดเวลา เวลารู้สึกอะไรแรง ๆ สมองจะรีบหาคำอธิบายทันที และคำอธิบายแรกที่มันคว้ามาได้มักเป็นคำตัดสิน ไม่ใช่คำบรรยาย ประมาณว่า "ตู้อ่อนเอง" ไม่ใช่ "ตู้อ่านไลน์เจ้านายแล้วกังวล" พอเขียนลงไป สองอันนี้เลยอยู่ติดกัน และเราจำอันที่เจ็บกว่าได้แม่นกว่า

ตัดสินกับบรรยาย มันต่างกันตรงไหน

ตัดสินคือประโยคที่มีคำอย่าง "ควร" "แย่" "ทำไมไม่" "ตลก" อยู่ในนั้น บรรยายคือประโยคที่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น กี่โมง ใครพูดอะไร เข้าตัวเท่าไหร่

สมมติเล่าให้เพื่อนฟังว่าเมื่อวานมีประชุมแล้วเจ้านายถามว่าโปรเจกต์ถึงไหน เพื่อนจะเข้าใจทันทีว่าน่าอึดอัดแค่ไหน แต่ถ้าเล่าว่า "เมื่อวานประชุม เจ้านายถามว่าโปรเจกต์ถึงไหน" แล้วต่อด้วย "เราไม่ควรตอบช้าแบบนั้น" เพื่อนจะไม่ได้รับรู้ความรู้สึกอะไร ได้รับรู้แค่คำพิพากษา

ความต่างอีกอย่างคือ คำตัดสินจะวนกลับมาที่ตัวคนเขียนเสมอ ส่วนการบรรยายจะอยู่ที่เหตุการณ์ พอเขียนเป็นเหตุการณ์ มือมันจะเขียนต่อได้เรื่อย ๆ แต่พอเขียนเป็นคำตัดสิน สมองจะติดในลูปเดิม

ทำไมเสียงตัดสินมันแทรกเข้ามาเร็วขนาดนั้น

เพราะมันเคยช่วยเราไว้จริง ๆ ตอนเด็กที่เราทำอะไรพลาดแล้วถูกตำหนิ สมองจะจำวิธีลดความเจ็บไว้ก่อนคือ "ป้องกันตัวเองด้วยการด่าก่อนที่คนอื่นจะด่า" ซึ่งได้ผลในตอนนั้น แต่พอโตมาแล้วไม่มีใครด่าเราแล้ว มันยังทำงานอยู่ เหมือนเวลาเราล็อกบ้านก่อนออกจากห้องทุกวัน ทั้งที่อยู่คอนโดชั้น 12 ไม่มีใครเดินผ่านจริง ๆ การล็อกไม่ได้ผิด แค่ตอนนี้มันล็อกซ้ำหลายรอบ

อีกอย่างคือการเขียนกับความคิดไหลเร็วไม่เท่ากัน ตอนอยู่ในหัว สิ่งที่เราคิดไม่ได้รับการจัดเรียงให้ใครมาอ่านได้ แต่พอเขียนเป็นตัวอักษร มันกลายเป็นข้อความที่脑海里แอบอ่านออกเสียงได้ พออ่านออกเสียงได้ มันเลยรู้สึกเหมือนถูกพูดใส่

แยกออกจากกันตอนเขียนจริง

เขียนให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับมาดู มีคนลองวิธีลากเส้นคั่นครึ่งหน้า ด้านซ้ายเขียนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้านขวาเขียนว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง ห้ามเขียนคำตัดสินลงฝั่งซ้าย ฝั่งซ้ายเอาไว้ใส่ข้อเท็จจริงล้วน ๆ

อีกวิธีคือเขียนจากมุมคนในเหตุการณ์นั้น ใส่ชื่อเล่นของตัวเองลงไปเป็นคนที่สามไปเลย "ธนก็นั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะ ตอนนั้นมือเย็น" พอเรียกตัวเองด้วยชื่อมันเหมือนมีระยะห่างโผล่มา วลีที่ตามมาจะอ่อนลง

และที่สำคัญคือ อย่าเพิ่งรีบเขียนบทเรียน ถ้าพลิกหน้าแล้วต้องสรุปว่าควรทำอะไรต่อ มันจะกลายเป็นสนามสอบ ไม่ต้องสรุปก็ได้

บางทีปัญหาอยู่ที่ตอนเปิดสมุด

ถ้าเขียนแล้วรู้สึกว่าต้องเขียนให้อ่านรู้เรื่อง สวยงาม หรือไม่ซ้ำเดิม ความกดดันนั่นเล็ดลอดเข้าไปในเนื้อเรื่องได้ง่ายมาก

ก่อนเขียนลองเขียนประโยคเริ่มไว้เลยว่า กูยังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร และมันรกได้ เดี๋ยวเขียนไปสักพักเดี๋ยวก็มีเรื่องโผล่มาเอง ประมาณสามประโยคแรกที่ต้องผ่านกำแพง แล้วมือจะเริ่มตามทันสมอง

ถ้ามันด่าตัวเองขึ้นมากลางทาง ให้ขีดเส้นใต้ไว้ แล้วเขียนต่อโดยไม่ต้องกลับไปแก้ พอมองย้อนจะเห็นว่าประโยคที่เจ็บสุดโผล่มาแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่ได้ท่วมทั้งหน้า

ลองทำวันนี้

วันนี้เขียนแค่อย่างเดียว โดยไม่ต้องเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ลองใช้คำถามนี้เป็นตัวเปิด

ช่วงเวลาที่อึดอัดที่สุดของเมื่อวานอยู่ในกี่โมง และตอนนั้นมือหรือลมหายใจเป็นยังไง

คำถามนี้ช่วยดึงลงมาที่รายละเอียดทางร่างกาย ซึ่งไม่เปิดช่องให้คำตัดสินแทรกง่าย ในจังหวะที่ต้องบรรยายว่ามือเย็นหรือลมหายใจตื้น สมองต้องกลับไปอยู่ที่เหตุการณ์จริง ไม่ใช่ที่คำพิพากษา

ถ้าจะเขียนต่อใน Sojiwa

Sojiwa มีการ์ดคำถามสะท้อนอยู่เหนือแถบเลือกอารมณ์ กดปุ่มรีเฟรชเพื่อสลับเป็นคำถามอื่นได้ ลองวางคำถามเมื่อกี้ลงในช่องเขียนของวันนี้ เขียนไว้สักสองสามบรรทัดแล้วเลือกอารมณ์ที่ตรงกับตอนนี้ เก็บไว้เป็นบันทึกของวัน ไม่ต้องมีชื่อเรื่องก็ได้ พอเขียนไปสักสัปดาห์ค่อยกดดูว่าเส้นอารมณ์แต่ละวันมันต่างกันตรงไหน

เขียนโดย

ธนกร · นักเขียนเรื่องงานและชีวิตในเมือง

ธนกรเขียนให้ทีมบรรณาธิการของ Sojiwa เรื่องความเครียดจากงาน เรื่องเงิน และการอยู่รอดในเมืองใหญ่โดยไม่หมดไฟ

พร้อมเริ่มเขียนไดอารี่ของตัวเองหรือยัง

แค่ไม่กี่นาทีที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองในแต่ละวัน พร้อมคำสะท้อนอ่อนโยนจาก AI ระหว่างทาง นั่นคือทั้งหมดที่ Sojiwa ขอจากคุณ

รับแอป